ประเทศไทยเติบโตทางเศรษฐกิจมาหลายทศวรรษ GDP เพิ่มขึ้น ตึกสูงผุดขึ้นในกรุงเทพ ห้างสรรพสินค้าระดับลักชูรีเปิดใหม่ทุกปี แต่ขณะเดียวกัน แรงงานเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีรายได้ไม่พอส่งลูกเรียนหนังสือ คนงานก่อสร้างในกรุงเทพยังนอนอยู่ในแคมป์รอบชานเมือง และชนชั้นกลางจำนวนมากยังติดกับดักหนี้บ้านและหนี้รถจนไม่มีเหลือเก็บ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในไทยไม่ได้ลดลงตามการเติบโตของเศรษฐกิจ — แต่กลับยิ่งขยายกว้างขึ้น
ตัวเลขความเหลื่อมล้ำที่บอกเล่าความเป็นจริงอันขมขื่น
ดัชนีจีนี (Gini Coefficient) ซึ่งใช้วัดความไม่เท่าเทียมของการกระจายรายได้ โดย 0 หมายถึงเท่าเทียมสมบูรณ์และ 1 หมายถึงคนเดียวมีทุกอย่าง ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 0.43-0.45 ในปี 2025 ตัวเลขนี้จัดไทยให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สูงกว่าเวียดนาม (0.36) และกัมพูชา (0.37) ที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อมองข้อมูลการกระจายรายได้ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติรวบรวม จะเห็นภาพที่ชัดขึ้น กลุ่มที่รวยที่สุดร้อยละ 10 ของประชากรไทยถือครองรายได้รวมของประเทศสูงถึงร้อยละ 37 ขณะที่กลุ่มที่จนที่สุดร้อยละ 10 ถือครองเพียงร้อยละ 1.7 อัตราส่วนระหว่างรายได้ของกลุ่มบนสุดและล่างสุดอยู่ที่ประมาณ 22 เท่า ซึ่งเป็นช่องว่างที่ไม่ได้แคบลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ในส่วนของความมั่งคั่ง (wealth) ซึ่งรวมสินทรัพย์ทุกประเภท ตัวเลขยิ่งสะเทือนใจกว่า รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่าครัวเรือนร้อยละ 20 ที่ร่ำรวยที่สุดถือครองสินทรัพย์สุทธิกว่าร้อยละ 72 ของประเทศ ขณะที่ครัวเรือนครึ่งหนึ่งล่างสุดรวมกันถือครองน้อยกว่าร้อยละ 5 นั่นหมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่เกือบไม่มีทรัพย์สินสะสมอยู่เลย มีแต่ภาระหนี้สิน
สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ถูกมองข้าม
การมองว่าคนจนในไทย "จนเพราะขี้เกียจ" หรือ "ไม่รู้จักวางแผน" คือการวิเคราะห์ที่ตื้นเขินและไม่ยุติธรรม มีกลไกเชิงโครงสร้างที่ผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำรุ่นต่อรุ่นอยู่อย่างน้อยสามประการ
กลไกแรกคือความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา คุณภาพการศึกษาในไทยมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาลระหว่างโรงเรียนในกรุงเทพและโรงเรียนในต่างจังหวัด ข้อมูลจาก PISA 2022 แสดงให้เห็นว่านักเรียนไทยในเมืองมีคะแนนสูงกว่านักเรียนในชนบทในทุกวิชาอย่างมีนัยสำคัญ เด็กที่เกิดในครอบครัวรายได้ต่ำในชนบทมีโอกาสน้อยกว่ามากที่จะได้รับการศึกษาที่นำไปสู่งานที่มีค่าตอบแทนสูง ไม่ใช่เพราะสติปัญญาต่างกัน แต่เพราะทรัพยากรที่พวกเขาเข้าถึงได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง
กลไกที่สองคือโครงสร้างตลาดแรงงานที่เอื้อคนมีทุน ค่าจ้างขั้นต่ำในไทยปรับขึ้นช้ากว่าอัตราเงินเฟ้อและผลิตภาพแรงงานมาตลอดสองทศวรรษ กำไรขององค์กรและรายได้ของผู้ถือหุ้นเติบโตเร็วกว่าค่าจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจตกอยู่กับผู้ที่มีทุนอยู่แล้วมากกว่าผู้ที่ขายแรงงาน แรงงานนอกระบบ 19 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและแรงงานชั่วคราวอยู่ในสถานะที่เปราะบางยิ่งกว่า ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีสัญญาจ้าง และไม่มีอำนาจต่อรอง
กลไกที่สามคือระบบภาษีที่ไม่ช่วยกระจายความมั่งคั่ง ประเทศที่ความเหลื่อมล้ำต่ำมักใช้นโยบายภาษีก้าวหน้าและการโอนเงินสวัสดิการเพื่อกระจายรายได้ แต่ระบบภาษีไทยยังพึ่งพาภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นภาษีแบบถดถอยที่กินสัดส่วนรายได้ของคนจนมากกว่าคนรวย ขณะที่ภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดกที่เพิ่งเริ่มบังคับใช้ยังมีอัตราต่ำและมีช่องโหว่มาก
ทางออกที่มีอยู่แต่ยังรอเจตจำนงทางการเมือง
ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ประเทศเกาหลีใต้และไต้หวันเคยมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำสูงในช่วงหลังสงคราม แต่สามารถลดช่องว่างได้อย่างมีนัยสำคัญผ่านการปฏิรูปที่ดิน การลงทุนในการศึกษาสาธารณะอย่างถ้วนหน้า และการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม
สำหรับไทย นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเสนอแนวทางที่คล้ายกัน ได้แก่ การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง การปฏิรูประบบภาษีให้ก้าวหน้าและครอบคลุมมากขึ้น การขยายสวัสดิการสังคมไปสู่แรงงานนอกระบบ และการลงทุนในคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลอย่างจริงจัง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือซับซ้อนในเชิงนโยบาย แต่ต้องการการตัดสินใจที่กระทบผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำที่ได้ประโยชน์จากระบบปัจจุบัน
ช่องว่างรายได้ในไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องความยุติธรรมทางสังคม แต่ยังเป็นปัญหาเรื่องประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจด้วย เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่มีรายได้เพียงพอ อุปสงค์ภายในประเทศก็ซบเซา เมื่อคนจนไม่สามารถลงทุนในการศึกษาและสุขภาพของตนเองได้ ทรัพยากรมนุษย์ที่อาจสร้างมูลค่าให้ประเทศก็ถูกสูญเปล่า สังคมที่เหลื่อมล้ำสูงยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางสังคมและการเมืองมากกว่า การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่การทำบุญให้คนจน แต่คือการลงทุนในอนาคตของประเทศทั้งใบ