บทวิเคราะห์

ปัญหามลพิษ PM2.5 ในตัวเลข 2026 วิกฤตที่เราทำเป็นไม่รู้

ทุกปีในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน ท้องฟ้าเหนือเชียงใหม่และหลายจังหวัดภาคเหนือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขุ่น ค่า AQI พุ่งขึ้นสู่ระดับ "อันตราย" หลายสิบวัน คนในพื้นที่สวมหน้ากากออกนอกบ้าน บางคนส่งลูกออกไปอยู่กับญาติในกรุงเทพ แต่ในกรุงเทพเองก็ไม่ปลอดภัยนัก ค่า PM2.5 เกินมาตรฐานในหลายเดือน ตลอดทั้งปี สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำไมปัญหาจึงยังอยู่? คำตอบอยู่ในการวิเคราะห์ที่ต้องพูดตรงๆ

ตัวเลขมลพิษที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา

ในปี 2025 เชียงใหม่ทำสถิติที่ไม่น่าภาคภูมิใจ ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุดในโลกในช่วงสถานการณ์หมอกควันสะสมหนัก ค่า PM2.5 สูงสุดที่บันทึกได้ในช่วงวิกฤตแตะ 298 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน WHO ที่กำหนดไว้ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นรายวันถึงเกือบ 20 เท่า ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองผ่านในฐานะสถิติ แต่ต้องถูกมองในฐานะวิกฤตสุขภาพสาธารณะที่กำลังเกิดขึ้น

แม้แต่กรุงเทพมหานครที่หลายคนมองว่าพ้นปัญหาหมอกควัน ในปี 2025 มีจำนวนวันที่ค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน WHO ถึง 127 วัน จาก 365 วัน นั่นหมายความว่าเกือบหนึ่งในสามของปี ผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพหายใจอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่รู้สึกตัว เพราะมลพิษ PM2.5 ไม่มีสีไม่มีกลิ่น มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ประเมินว่ามลพิษทางอากาศทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 32,000-38,000 คนต่อปี ตัวเลขนี้สูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเสียอีก แต่ได้รับความสนใจจากสาธารณะน้อยกว่ามาก เพราะการเสียชีวิตจากมลพิษเป็นกระบวนการช้า เห็นได้ยาก และไม่สะเทือนอารมณ์เหมือนกับอุบัติเหตุ

แหล่งกำเนิดและมิติของปัญหาที่มักถูกตีความผิด

เรื่องเล่าง่ายๆ ที่มักได้ยินคือ "ชาวบ้านเผาไร่ข้าวโพด ส่งออกข้าวโพดให้บริษัทใหญ่เลี้ยงสัตว์" แต่ภาพความเป็นจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก แหล่งกำเนิด PM2.5 ในไทยมีหลายแหล่งที่ต้องจัดการพร้อมกัน ในภาคเหนือช่วงหมอกควัน ไฟเผาชีวมวลในพื้นที่เกษตร พื้นที่ป่า และไฟลุกลามข้ามพรมแดนจากเมียนมาและลาว รวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 70-80 ของ PM2.5 ในช่วงวิกฤต แต่ในกรุงเทพและเมืองใหญ่ตลอดทั้งปี ยานพาหนะดีเซลเก่าคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 45 โรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้างอีกร้อยละ 30

สิ่งที่น่าวิตกคือมิติข้ามพรมแดนของปัญหา ดาวเทียม NASA ตรวจพบจุดความร้อน (hotspot) หลายพันจุดในเมียนมาและลาวทุกปีในช่วงฤดูแล้ง ควันเหล่านี้ลอยข้ามชายแดนมาตกอยู่กับชาวภาคเหนือของไทย ปัญหานี้ต้องการการทูตและความร่วมมือระดับภูมิภาค แต่ยังไม่มีกลไกอาเซียนที่มีประสิทธิภาพในการจัดการ ในขณะที่ปัญหาภายในประเทศ ห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดที่เชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อยกับบริษัทอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ ก่อให้เกิดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เผา เพราะเป็นวิธีถูกที่สุดในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก

ทำไมนโยบายจึงล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทุกปีหลังวิกฤต มีการประชุม มีคำประกาศ มีแผนปฏิบัติการ แต่ปีถัดมาปัญหาก็กลับมา ความล้มเหลวของนโยบายนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดองค์ความรู้ เราทราบดีว่าต้องทำอะไร แต่ขาดเจตจำนงทางการเมืองและการจัดการผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน

เกษตรกรรายย่อยที่เผาไม่ได้มีทางเลือกมาก หากไม่มีอุดหนุนต้นทุนการไถกลบหรือตลาดรับซื้อวัสดุการเกษตร การห้ามเผาอย่างเดียวคือการผลักภาระให้กับคนจน ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนต่ำไม่ถูกบังคับรับผิดชอบ บริษัทยานยนต์และผู้ประกอบการรถดีเซลเก่ายังได้รับการผ่อนปรนเรื่องมาตรฐานไอเสีย และหน่วยงานควบคุมมลพิษขาดทั้งงบประมาณและอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

การแก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืนต้องการสิ่งที่ยากที่สุดในโลกการเมืองไทย นั่นคือการตัดสินใจที่กระทบผลประโยชน์ระยะสั้นของกลุ่มเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของสาธารณะ ตราบใดที่ต้นทุนของมลพิษยังคงถูกแปลงเป็นค่ารักษาพยาบาลของประชาชนทั่วไปแทนที่จะถูกนับเป็นต้นทุนของผู้ก่อมลพิษ ปัญหานี้จะยังวนซ้ำต่อไปทุกปี