บทวิเคราะห์

ทำไมคนไทยเกษียณไม่พอใช้ 2026 วิเคราะห์วิกฤตที่รอเวลา

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากคนไทยรุ่นปัจจุบันที่กำลังทำงานอยู่ มีชีวิตอยู่ถึงอายุ 85 ปี แต่เงินออมหมดไปตั้งแต่อายุ 70? คำถามนี้ไม่ใช่สมมติฐานที่เกินจริง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่าแรงงานไทยราวร้อยละ 60 จะมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตในวัยเกษียณตามมาตรฐานที่ยอมรับได้ นี่คือวิกฤตที่กำลังเดินเข้ามาหาสังคมไทยอย่างเงียบๆ และเรายังไม่ได้เตรียมรับมืออย่างจริงจัง

ตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงอันน่าเป็นห่วง

ข้อมูลจากกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยภาพที่น่าวิตกกังวล ณ ปัจจุบัน ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่จะได้รับบำนาญชราภาพ มีสิทธิรับบำนาญเฉลี่ยเพียง 3,000-5,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานของผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยในเมืองอยู่ที่ 8,000-12,000 บาทต่อเดือนตามการประเมินของ NESDC ช่องว่างนี้ต้องถูกเติมด้วยอะไร? สำหรับคนส่วนใหญ่ คำตอบคือ "ลูกหลาน" หรือ "ไม่รู้"

แรงงานนอกระบบซึ่งมีจำนวนกว่า 19 ล้านคนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานไทยอยู่ในสถานะที่เปราะบางยิ่งกว่านั้น พวกเขาไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่รัฐจ่ายให้เพียง 600-1,000 บาทต่อเดือน คือสิ่งเดียวที่รอพวกเขาอยู่ในวัยชรา ตัวเลขนี้ต่ำกว่าเส้นความยากจนของไทยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2,803 บาทต่อคนต่อเดือนในปี 2026 เสียอีก

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และ RMF/SSF มีให้เฉพาะพนักงานประจำในระบบที่มีนายจ้างมีส่วนร่วม ซึ่งครอบคลุมแรงงานเพียงร้อยละ 35 ของกำลังแรงงานทั้งหมด และแม้แต่ในกลุ่มนี้ ยังมีผู้ที่ถอนเงินออกก่อนกำหนดหรือขาดส่งเงินสะสมอยู่บ่อยครั้ง

ทำไมคนไทยออมเงินเกษียณไม่ได้: วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง

การมองว่าปัญหานี้เกิดจากการที่ "คนไทยไม่ประหยัด" คือการมองแบบผิวเผินที่ไม่ยุติธรรม มีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการที่ทำให้การออมเพื่อเกษียณเป็นสิ่งยากมากสำหรับคนไทยรายได้ปานกลางและต่ำกว่า

ปัจจัยแรกคือ "กับดักค่าจ้าง" รายได้เฉลี่ยของแรงงานไทยในระบบอยู่ที่ประมาณ 15,000-18,000 บาทต่อเดือน หลังหักภาษีและประกันสังคม เหลือเพียง 13,000-15,000 บาท ค่าเช่าบ้านหรือผ่อนที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าลูก และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ล้วนกัดกินรายได้จนแทบไม่เหลือสำหรับการออม คนที่สามารถออมเงินได้เพียงพอสำหรับการเกษียณอย่างสุขสบายในไทยส่วนใหญ่คือคนที่มีรายได้สูง ไม่ใช่คนที่ "ขยัน" กว่า

ปัจจัยที่สองคือภาระครอบครัวข้ามรุ่น วัฒนธรรมที่ลูกต้องดูแลพ่อแม่และพ่อแม่ต้องช่วยเหลือลูกสร้างอยู่สร้างกิน ทำให้ทรัพยากรทางการเงินกระจายออกหลายทิศทางพร้อมกัน คนวัยทำงานจำนวนมากต้องอยู่ใน "Sandwich Generation" ที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่สูงวัยในเวลาเดียวกัน ทำให้การสะสมความมั่งคั่งส่วนตัวเป็นไปได้ยากมาก

ปัจจัยที่สามคือระบบสวัสดิการรัฐที่ไม่เพียงพอ ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีระบบบำนาญภาครัฐที่แข็งแกร่งซึ่งทำให้การออมส่วนตัวเป็นการเพิ่มเติม ไม่ใช่ฐานหลัก แต่ระบบบำนาญของไทยทั้งในส่วนประกันสังคมและเบี้ยยังชีพล้วนอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี

นัยสำคัญที่สังคมไทยต้องเผชิญ

วิกฤตเงินออมเกษียณจะมีผลกระทบที่ขยายวงไปกว้างกว่าแค่ความยากจนในหมู่ผู้สูงอายุ หากในอีก 20 ปีข้างหน้าประชากรไทยร้อยละ 28 เป็นผู้สูงอายุและส่วนใหญ่ไม่มีเงินออมเพียงพอ ภาระจะตกอยู่กับรัฐบาล (ซึ่งหมายถึงผู้เสียภาษีรุ่นถัดไปที่จำนวนน้อยลงเรื่อยๆ) หรือกับลูกหลาน ซึ่งก็มีภาระของตัวเองอยู่มากพอแล้ว

ระบบสาธารณสุขจะต้องรับมือกับความต้องการบริการที่เพิ่มขึ้นมหาศาลจากผู้สูงอายุที่ไม่มีประกันสุขภาพเอกชนและต้องพึ่งพาสิทธิบัตรทองเป็นหลัก ขณะที่คุณภาพและปริมาณบุคลากรทางการแพทย์ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ

ทางออกที่ยั่งยืนต้องเกิดขึ้นจากการปฏิรูปในหลายระดับพร้อมกัน ทั้งการออกแบบระบบบำนาญแห่งชาติที่ครอบคลุมและเพียงพอมากขึ้น การส่งเสริมการออมผ่านแรงจูงใจทางภาษีที่แท้จริง และการให้ความรู้ทางการเงินที่เข้าถึงประชากรในวงกว้างตั้งแต่วัยเรียน ปัญหานี้ไม่ใช่ฝันร้ายที่จะไม่เกิดขึ้น มันกำลังเดินมาหาเราอย่างแน่นอน คำถามคือเราจะเตรียมรับมืออย่างไร