ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงถึงร้อยละ 89.6 ของ GDP ณ สิ้นไตรมาสสามปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงสถิติในรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย แต่มันคือภาพฉายของปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหานี้ซับซ้อนกว่าที่นักการเมืองมักพูดถึง และต้องการความเข้าใจที่ลึกกว่าการตีตราว่า "คนไทยใช้จ่ายเกินตัว"
วิเคราะห์ต้นตอของหนี้ครัวเรือนไทย: มากกว่าแค่การฟุ่มเฟือย
เมื่อเราดูองค์ประกอบของหนี้ครัวเรือนไทยอย่างละเอียด ภาพที่ได้แตกต่างจากเรื่องเล่าทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ สินเชื่อที่อยู่อาศัยคิดเป็นร้อยละ 35 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด สินเชื่อรถยนต์ร้อยละ 24 สินเชื่อส่วนบุคคลร้อยละ 17 สินเชื่อบัตรเครดิตร้อยละ 9 และสินเชื่อเพื่อธุรกิจร้อยละ 15 ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหนี้ส่วนใหญ่เป็น "หนี้จำเป็น" ในโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีราคาบ้านและรถแพง ไม่ใช่หนี้จากการช้อปปิ้งฟุ่มเฟือย
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่ยังกว้างขวาง แรงงานในระบบของไทยจำนวนมากมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานอย่างที่อยู่อาศัยและยานพาหนะในราคาตลาด โดยไม่ต้องพึ่งสินเชื่อ ค่าจ้างขั้นต่ำที่ 380-400 บาทต่อวัน หรือประมาณ 8,000-9,000 บาทต่อเดือน ต่ำกว่าค่าเช่าห้องพักราคาถูกในกรุงเทพเพียงห้องเดียวเสียอีก ระบบเศรษฐกิจที่บีบให้คนต้องก่อหนี้เพื่อดำรงชีวิตพื้นฐาน ไม่ใช่ความผิดของปัจเจกบุคคล
อีกมิติที่มักถูกมองข้ามคือบทบาทของสถาบันการเงินและโปรโมชั่นสินเชื่อที่ก้าวร้าว นโยบาย 0% นาน 0 เดือน โปรแกรม "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" และบัตรเครดิตที่แจกง่ายเหมือนแจกใบปลิว ล้วนเป็นกลไกที่ดึงคนเข้าสู่วงจรหนี้โดยไม่รู้ตัว งานวิจัยของ TDRI พบว่าประชากรร้อยละ 43 ที่มีหนี้บัตรเครดิตไม่ทราบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของบัตรตนเอง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังไม่ถูกพูดถึงเพียงพอ
หนี้ครัวเรือนสูงมีผลกระทบที่ไกลกว่าแค่ความเดือดร้อนส่วนบุคคล ในระดับมหภาค หนี้สูงกดทับกำลังซื้อของภาคครัวเรือนในระยะยาว เมื่อรายได้ส่วนหนึ่งต้องนำไปชำระหนี้แทนที่จะใช้จ่ายหรือออม มันบั่นทอนการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศและการสะสมทุนในระยะยาว
นักเศรษฐศาสตร์จาก PIER (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์) ประเมินว่าการที่หนี้ครัวเรือนสูงทำให้การบริโภคภาคเอกชนเติบโตช้ากว่าศักยภาพของประเทศประมาณร้อยละ 1.5-2 ต่อปี ซึ่งสะสมเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญในระยะ 10 ปี ยิ่งกว่านั้น ครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูงมีแนวโน้มลงทุนในทักษะและการศึกษาของลูกน้อยลง เป็นการทำลายโอกาสการเลื่อนชั้นทางสังคมข้ามรุ่น
ในระดับสถาบันการเงิน อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในพอร์ตสินเชื่อรายย่อยและ SME พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้สินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2025 สะท้อนถึงความกังวลที่ผู้กำกับดูแลมีต่อคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารในอนาคต
แนวทางออกที่ต้องคิดอย่างเป็นระบบ
การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่มีทางลัด และแนวทางที่ได้ผลต้องเป็นระบบ ไม่ใช่แค่มาตรการพักหนี้ชั่วคราวที่ภาครัฐมักใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การพักหนี้แก้อาการ แต่ไม่ได้แก้สาเหตุ และมักก่อให้เกิด Moral Hazard ที่ทำให้พฤติกรรมการก่อหนี้ไม่ดีขึ้นในระยะยาว
แนวทางที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังในระดับโครงสร้างมี 3 ด้านหลัก ประการแรกคือการยกระดับรายได้แรงงานในระยะยาวผ่านการพัฒนาทักษะและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ไม่ใช่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบไม่ได้มาจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น ประการที่สองคือการปฏิรูปกฎระเบียบสินเชื่อเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลที่เหมาะสมและบังคับใช้อย่างจริงจัง ประการที่สามคือการสร้างระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาหนี้ในการรับมือกับความเสี่ยงชีวิตอย่างค่ารักษาพยาบาล การว่างงาน และวัยชรา
หนี้ครัวเรือนไทยในระดับปัจจุบันไม่ใช่วิกฤตที่กำลังจะระเบิดในวันพรุ่งนี้ แต่มันคือชนวนระยะยาวที่กัดกร่อนพลังขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยอย่างเงียบๆ และหากไม่มีนโยบายที่จริงจังและต่อเนื่อง ตัวเลขนี้จะยิ่งถ่วงรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศต่อไปอีกหลายทศวรรษ